ผู้ค้ำประกัน

การทำธุรกรรมสินเชื่อในปัจจุบันมักมีเงื่อนไขต่างกันไป หนึ่งในนั้นคือการหาบุคคลที่สามมาเพิ่มความน่าเชื่อถือ ซึ่งหลายคนอาจยังสงสัยว่าผู้ค้ำประกันคืออะไร และมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนต่อการอนุมัติวงเงิน บทความนี้ จะพามาทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ที่แท้จริง รวมถึงเช็กว่าคนค้ำประกันเป็นใครได้บ้างเพื่อให้เราเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญา หรือหาใครสักคนมาช่วยค้ำประกันได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่ผิดใจกันภายหลัง

ผู้ค้ำประกัน คืออะไร

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ได้นิยามความหมายไว้ชัดเจนว่าผู้ค้ำประกันคือบุคคลภายนอกที่ตกลงทำสัญญากับเจ้าหนี้ เพื่อยืนยันว่าจะชำระหนี้แทนลูกหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ยอมชำระตามกำหนด โดยผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ต้องมีความสามารถทางกฎหมายสมบูรณ์ บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นผู้ไร้ความสามารถ และที่สำคัญต้องมีฐานะทางการเงินมั่นคงเพียงพอที่จะรับผิดชอบหนี้สินก้อนดังกล่าวแทนได้ หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นในอนาคต ทำให้เจ้าหนี้มั่นใจว่าจะได้รับชำระหนี้คืนแน่นอน

คุณสมบัติผู้ค้ำประกัน
คุณสมบัติผู้ค้ำประกัน

ไม่ใช่ทุกคนที่จะเดินเข้าไปเซ็นสัญญาค้ำประกันได้ทันที สถาบันการเงินจำเป็นต้องคัดกรองอย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจในศักยภาพการชำระหนี้ ซึ่งคุณสมบัติคนค้ำประกันทำงานหรือประกอบอาชีพต่าง ๆ นั้น จะถูกพิจารณาจากความมั่นคงเป็นหลัก แม้จะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิท ก็ต้องผ่านเกณฑ์พื้นฐานที่ธนาคารกำหนดไว้ ดังนี้

  • อายุและวุฒิภาวะ ต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเมื่อรวมระยะเวลาผ่อนชำระหนี้แล้วต้องไม่เกิน 60-65 ปี ตามเงื่อนไขของแต่ละแห่ง
  • ความมั่นคงทางรายได้ มีอาชีพและแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ เพื่อยืนยันความสามารถในการชำระหนี้
  • ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีสถานที่พำนักที่ติดต่อได้สะดวก ไม่ย้ายที่อยู่บ่อยเกินไป เพื่อความสะดวกในการติดตามทวงถาม
  • ประวัติทางการเงิน ต้องเป็นผู้ที่มีประวัติขาวสะอาด ไม่ติดเครดิตบูโร หรือมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัวจนขาดสภาพคล่อง

ความเสี่ยงที่ต้องแบกรับเมื่อเป็นผู้ค้ำประกัน

การจรดปากกาเซ็นชื่อในฐานะคนค้ำประกันเปรียบเสมือนการก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปรับภาระหนี้สินที่ตนเองไม่ได้สร้าง หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหรือหนีหนี้ ภาระทั้งหมดจะตกมาอยู่ที่คนค้ำทันที ซึ่งความเสี่ยงนี้อาจส่งผลกระทบต่อประวัติทางการเงินของเรา ทำให้การทำธุรกรรมในอนาคตหรือการขอกู้เงินด่วนของตัวเราเองทำได้ยากขึ้น หรือร้ายแรงที่สุดอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องและยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้แทนลูกหนี้ได้

กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกัน

เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ต้องมารับภาระแทน กฎหมายค้ำประกันฉบับปรับปรุงปี 2558 จึงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิ์ โดยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้เอื้อประโยชน์และลดภาระที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันมากขึ้น ซึ่งสาระสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญามีรายละเอียดดังนี้

  • การจำกัดวงเงินและระยะเวลา กฎหมายอนุญาตให้ระบุวงเงินสูงสุดและระยะเวลาค้ำประกันที่ชัดเจนลงในสัญญาได้ ช่วยให้เราไม่ต้องรับผิดชอบหนี้แบบไม่มีที่สิ้นสุด
  • ความรับผิดชอบตามจริง คนค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดในฐานะลูกหนี้ร่วมเหมือนในอดีต แต่จะรับผิดตามเงื่อนไขที่ระบุไว้เท่านั้น และเมื่อชำระหนี้แทนไปแล้ว สามารถใช้สิทธิ์ไล่เบี้ยฟ้องร้องเอาเงินคืนจากลูกหนี้ตัวจริงได้พร้อมดอกเบี้ย
  • ขั้นตอนการทวงถาม หากลูกหนี้ผิดนัดชำระ เจ้าหนี้ต้องส่งหนังสือแจ้งเตือนให้เราทราบภายใน 60 วัน และต้องติดตามทวงถามจากลูกหนี้จนถึงที่สุดก่อน จะมาเรียกเก็บกับผู้ค้ำทันทีไม่ได้

Checklist ความปลอดภัยก่อนเซ็นค้ำประกัน
Checklist ความปลอดภัย

แม้เราจะรู้ว่าคนค้ำประกันเป็นใครได้บ้างและมีกฎหมายคุ้มครอง แต่การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข ก่อนตัดสินใจช่วยเหลือใคร ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดแค่ไหน เราควรตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งและการสูญเสียทรัพย์สินในอนาคต โดยมีเช็กลิสต์ที่ควรทำดังนี้

  • อ่านสัญญาให้ละเอียด ตรวจสอบวงเงิน ดอกเบี้ย และเงื่อนไขการผิดนัดชำระหนี้ทุกครั้ง ห้ามเซ็นกระดาษเปล่าเด็ดขาด
  • ประเมินความสามารถลูกหนี้ ดูพฤติกรรมการใช้เงินและความรับผิดชอบของลูกหนี้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้หรือไม่
  • ระบุวงเงินจำกัดความรับผิด เจรจาระบุตัวเลขวงเงินสูงสุดที่เราจะรับผิดชอบไว้ในสัญญาให้ชัดเจน ไม่ควรเซ็นค้ำประกันแบบไม่จำกัดวงเงิน
  • เก็บเอกสารคู่สัญญา ขอสำเนาสัญญาที่มีลายเซ็นครบถ้วนเก็บไว้เป็นหลักฐานเสมอ เผื่อกรณีต้องใช้ทางกฎหมาย

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ค้ำประกัน

เรื่องของการค้ำประกันมักมีรายละเอียดซับซ้อนและข้อกฎหมายที่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อคลายข้อสงสัยและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เราได้รวบรวมคำถามยอดฮิตที่มักถูกถามบ่อย ๆ เกี่ยวกับขอบเขตความรับผิดชอบและสิทธิต่าง ๆ ของผู้ค้ำประกันมาฝากกัน

เป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดเลยหรือไม่

ตามกฎหมายฉบับใหม่ผู้ค้ำประกันไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดเหมือนลูกหนี้ชั้นต้นอีกต่อไป หากมีการระบุวงเงินหรือเงื่อนไขจำกัดความรับผิดไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน แต่หากไม่ได้ระบุไว้ อาจต้องรับผิดชอบตามวงเงินหนี้ที่ค้างชำระ ดอกเบี้ย และค่าสินไหมทดแทนต่าง ๆ ดังนั้นการเจรจากำหนดขอบเขตความรับผิดชอบก่อนเซ็นสัญญาจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

ถ้าลูกหนี้หนีหนี้ผู้ค้ำประกันจะโดนยึดทรัพย์ไหม

ในกรณีที่ลูกหนี้หนีหนี้และเจ้าหนี้ได้ติดตามทวงถามจนสุดความสามารถแล้วแต่ไม่ได้รับชำระหนี้ ภาระจะตกมาอยู่ที่ผู้ค้ำประกัน หากเราไม่สามารถชำระหนี้แทนได้ตามคำพิพากษาของศาล เจ้าหนี้มีสิทธิ์ที่จะดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์สินของเราเพื่อนำไปขายทอดตลาดมาชำระหนี้ได้ ดังนั้นการเป็นคนค้ำจึงมีความเสี่ยงสูงต่อทรัพย์สินส่วนตัวหากลูกหนี้ขาดความรับผิดชอบ

ติดเครดิตบูโรเป็นคนค้ำประกันได้ไหม

โดยปกติแล้วสถาบันการเงินจะตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรของผู้ค้ำประกันด้วยเช่นเดียวกับผู้กู้ หากเรามีประวัติค้างชำระหรือติดเครดิตบูโร สถานะความน่าเชื่อถือทางการเงินจะลดลง ทำให้ธนาคารมักจะปฏิเสธไม่ให้เป็นผู้ค้ำประกัน เนื่องจากธนาคารต้องการความมั่นใจว่าหากลูกหนี้หลักมีปัญหาคนค้ำจะมีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะเข้ามารับผิดชอบหนี้ก้อนนั้นแทนได้จริง ๆ

Umay+ สินเชื่อแบบไม่ต้องง้อคนค้ำประกัน

การหาคนค้ำประกันอาจเป็นเรื่องลำบากใจและยุ่งยากทั้งผู้กู้และผู้ค้ำ หากเราต้องการวงเงินสำรองโดยไม่ต้องรบกวนใคร บัตรกดเงินสดยูเมะพลัสเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ ด้วยสินเชื่อหมุนเวียนที่สมัครง่าย อนุมัติไว* ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือคนค้ำประกัน ให้เราบริหารจัดการเงินได้คล่องตัว พร้อมรับมือทุกค่าใช้จ่ายฉุกเฉินอย่างอิสระ มั่นใจได้ในความปลอดภัยและบริการที่เข้าใจคนทำงานอย่างแท้จริง สำหรับใครที่สนใจสมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัสก็สามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส

*อนุมัติภายในวันทำการ นับจากวันที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิจารณาสินเชื่อได้รับใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัคร รวมถึงข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่มีข้อขัดข้องด้านเอกสารหรือระบบ

อัตราดอกเบี้ย 19.8% - 25% ต่อปี, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว, ดูเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ยูเมะพลัส