สินเชื่อเป็นทางเลือกที่หลายคนนึกถึงเมื่อต้องการใช้เงินก้อนใหญ่ แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าสินเชื่อคือ อะไรกันแน่ และสินเชื่อมีประเภทอะไรบ้าง ซึ่งก่อนที่ทุกคนจะไปให้ความสนใจกับสินเชื่อธนาคารไหนอนุมัติง่ายบ้างหรือขอสินเชื่อที่ไหนดี เราควรทำความเข้าใจสินเชื่อและเลือกประเภทให้เหมาะกับความต้องการของตัวเองก่อน โดยเฉพาะการจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่านั่นเอง ซึ่งสินเชื่อคืออะไร มีอะไรบ้าง เรามาทำความเข้าใจให้มากขึ้นกันดีกว่า
สินเชื่อ (Loan) คืออะไร
สินเชื่อ คือ การที่สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้บริการเงินกู้ยืมแก่ผู้ที่ต้องการใช้เงิน โดยมีการจัดทำสัญญาข้อตกลงระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ ซึ่งกำหนดเงื่อนไข วงเงิน ระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจน ผู้กู้มีหน้าที่ต้องชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน สินเชื่อมีหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบสนองความต้องการทางการเงินที่แตกต่างกัน
ประเภทของสินเชื่อ
สินเชื่อนั้นมีหลายประเภทและสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตามผู้ขอ ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อนิติบุคคล และสินเชื่อภาครัฐ หรือแบ่งตามวัตถุประสงค์ เช่น สินเชื่ออเนกประสงค์ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ หรือแม้แต่การแบ่งตามระยะเวลาเป็นสินเชื่อระยะสั้นและระยะยาว แต่โดยทั่วไปแล้วเรามักแบ่งสินเชื่อตามลักษณะของผู้ขอ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ Personal Loan
สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าสำหรับการอุปโภคและบริโภคหรือบริการ ตามความต้องการของผู้ขอสินเชื่อ สามารถแยกย่อยออกตามวัตถุประสงค์ของสินเชื่อได้อีก เช่น สินเชื่ออเนกประสงค์ สินเชื่อรถ สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อการศึกษา รวมไปถึงผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดก็จัดเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทหนึ่งเช่นกัน โดยหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกันในการยื่นขอสินเชื่ออาจมีหรือไม่มีก็ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงินซึ่งได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลยังสามารถแบ่งแยกย่อยออกได้ ดังนี้
1.1 สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีบัตร
สินเชื่อเงินก้อนอเนกประสงค์ซึ่งผู้ขอสินเชื่อจะต้องยื่นกู้กับทางสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อโดยตรงและผู้ขอสินเชื่อจะเป็นผู้ระบุจำนวนวงเงินที่ต้องการไว้ในเอกสารตั้งแต่ดำเนินการยื่นขอสินเชื่อ หลังจากผ่านการอนุมัติแล้วเงินก้อนตามจำนวนที่ได้ระบุตามเอกสารตอนยื่นจะถูกโอนเข้าบัญชีของผู้ขอสินเชื่อโดยตรงภายในครั้งเดียว และเจ้าของบัญชีธนาคารที่ได้รับโอนเงินก้อนนั้นก็สามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้ทันที
- การชำระหนี้ของสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีบัตร สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีบัตรจะมีการกำหนดจำนวนเงินค่างวดผ่อนชำระคืนในแต่ละเดือน ซึ่งเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยในการชำระคืนก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละสถาบันการเงินผู้ให้บริการสินเชื่อกำหนด
- ดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีบัตร ดอกเบี้ยจะเป็นรูปแบบของดอกเบี้ยลดต้นลดดอก ยิ่งจ่ายคืนมากยิ่งสามารถลดเงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยได้มาก เงื่อนไขการคำนวณดอกเบี้ยและยอดการชำระเงินคืน รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยที่จะได้รับจะขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงินเป็นผู้กำหนดเช่นกัน ซึ่งสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกันมักจะมีอัตราดอกเบี้ยมากกว่าสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์หรือมีผู้ค้ำประกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
1.2 สินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีบัตร
สินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีบัตรที่เราคุ้นเคยกันดี ได้แก่ บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ซึ่งเป็นที่นิยมเพราะความสะดวกในการใช้งาน โดยทั้งสองประเภทมีสิทธิประโยชน์และการใช้งานที่แตกต่างกัน บัตรเครดิตเน้นการใช้จ่ายแทนเงินสดและสะสมคะแนน ในขณะที่บัตรกดเงินสดเน้นการเบิกเงินสดมาใช้และมีความยืดหยุ่นในการชำระคืน ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติตามที่สถาบันการเงินกำหนด เช่น มีรายได้ประจำขั้นต่ำและมีประวัติทางการเงินที่ดี
2. สินเชื่อนิติบุคคล
นิติบุคคล คือ บริษัท ห้างหุ้นส่วน สมาคม มูลนิธิ วัด กระทรวง หรือจังหวัด ที่กฎหมายสมมติให้มีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา สามารถทำนิติกรรมสัญญา มีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่าง ๆ โดยสินเชื่อนิติบุคคลคือ สินเชื่อที่บริษัท ห้าง ร้านที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลเป็นผู้ขอสินเชื่อเพื่อลงทุนหรือขยายธุรกิจ มีกำหนดระยะเวลาชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่แน่นอน
3. สินเชื่อภาครัฐ
สินเชื่อที่สถาบันทางการเงินปล่อยกู้ให้กับภาครัฐ มักอยู่ในรูปแบบของพันธบัตรชดเชยการขาดดุลงบประมาณ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยพบสินเชื่อประเภทนี้แล้ว
4. สินเชื่อธุรกิจ
สินเชื่อธุรกิจ (Business Loan) ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน ซื้อวัตถุดิบ หรือขยายธุรกิจให้เติบโต สถาบันการเงินจะพิจารณาจากความมั่นคงของกิจการ ประวัติการเงิน และแผนธุรกิจเป็นหลักในการอนุมัติ รูปแบบสินเชื่อมีทั้งแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น อสังหาริมทรัพย์ และแบบไม่ต้องใช้หลักประกันสำหรับธุรกิจที่มีเครดิตดี การเลือกสินเชื่อนี้ช่วยเสริมสภาพคล่องและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ประเภทสินเชื่อตามระยะเวลา
ระยะเวลาในการผ่อนชำระหนี้เป็นอีกหนึ่งเกณฑ์สำคัญในการแบ่งประเภทสินเชื่อ ซึ่งส่งผลต่อยอดผ่อนต่อเดือนและอัตราดอกเบี้ยโดยตรง การเข้าใจความแตกต่างของกรอบเวลาเหล่านี้จะช่วยให้ผู้กู้สามารถวางแผนทางการเงินและเลือกรูปแบบการผ่อนชำระที่สอดคล้องกับความสามารถในการหารายได้และกระแสเงินสดของตนเองได้อย่างเหมาะสม
5.1 สินเชื่อระยะสั้น
สินเชื่อระยะสั้น (Short-term Loan) คือเงินกู้ที่มีกำหนดชำระคืนภายใน 1 ปี เหมาะสำหรับการเสริมสภาพคล่องเร่งด่วนหรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ เช่น การซื้อวัตถุดิบรอการผลิต สินเชื่อประเภทนี้มักเป็นรูปแบบเงินด่วนอนุมัติไว เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเงินสดชั่วคราว ผู้กู้จึงต้องมั่นใจว่าจะมีกระแสเงินสดเข้ามาเพื่อชำระคืนได้ทันตามกำหนด เพื่อป้องกันปัญหาดอกเบี้ยปรับหรือการผิดนัดชำระหนี้
5.2 สินเชื่อระยะกลาง
สินเชื่อระยะกลาง (Medium-term Loan) มีระยะเวลาผ่อนชำระระหว่าง 1 ถึง 5 ปี มักใช้เพื่อขยายกิจการหรือซื้อทรัพย์สินที่มีอายุการใช้งานปานกลาง เช่น ยานพาหนะ เครื่องจักร หรือการปรับปรุงสำนักงาน จุดเด่นคือการกระจายยอดผ่อนชำระออกไปหลายปี ทำให้ภาระต่อเดือนไม่สูงจนเกินไป ช่วยให้ผู้กู้สามารถบริหารจัดการรายรับรายจ่ายได้คล่องตัวขึ้น โดยสถาบันการเงินจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาวประกอบการอนุมัติ
5.3 สินเชื่อระยะยาว
สินเชื่อระยะยาว (Long-term Loan) มีระยะเวลาชำระคืนเกิน 5 ปีขึ้นไป ออกแบบมาเพื่อโครงการใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลาคืนทุนนาน เช่น การซื้อบ้าน ที่ดิน หรือการสร้างโรงงาน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและวงเงินมาก สถาบันการเงินจึงมักเรียกหาหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีมูลค่าครอบคลุมวงเงินกู้ และตรวจสอบประวัติทางการเงินอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจในความสามารถผ่อนชำระระยะยาวของผู้กู้
6. สินเชื่อสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะ
นอกจากการแบ่งตามระยะเวลาและผู้กู้แล้ว สินเชื่อยังถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ "วัตถุประสงค์เฉพาะ" ของการใช้งานอีกด้วย ซึ่งแต่ละประเภทจะมีเงื่อนไข วงเงิน และอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของผู้กู้มากที่สุด เช่น การกู้เพื่อที่อยู่อาศัย หรือเพื่อการศึกษา การเลือกสินเชื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์จะช่วยให้ได้รับสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่คุ้มค่ากว่าสินเชื่อทั่วไป
7. สินเชื่อบ้าน
สินเชื่อบ้าน (Housing Loan) คือสินเชื่อระยะยาวสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม รวมถึงการกู้เพื่อปลูกสร้างหรือต่อเติมบ้าน โดยตัวบ้านหรือที่ดินนั้นจะถูกใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนองไว้กับธนาคาร เนื่องจากเป็นสินเชื่อวงเงินสูงและผ่อนนาน อัตราดอกเบี้ยจึงมักต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่น และมักมีโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษในช่วงปีแรก ๆ เพื่อจูงใจผู้กู้
8. สินเชื่อรถยนต์
สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของยานพาหนะแต่ไม่ต้องการจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว สินเชื่อรถยนต์คือคำตอบที่ช่วยให้คุณผ่อนชำระได้ตามงวดที่กำหนด โดยมีรถยนต์เป็นหลักประกัน ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินได้แบ่งประเภทสินเชื่อรถยนต์ออกเป็นรูปแบบย่อย ๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการ ดังนี้
- สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์ใหม่ เป็นสินเชื่อแบบเช่าซื้อสำหรับรถป้ายแดง กรรมสิทธิ์จะเป็นของธนาคารจนกว่าจะผ่อนชำระครบ
- สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์มือสอง สำหรับการซื้อรถเก่าหรือรถใช้แล้ว อัตราดอกเบี้ยมักจะสูงกว่ารถใหม่เล็กน้อย
- สินเชื่อรถแลกเงิน (Car Title Loan) หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เหมาะสำหรับผู้ที่มีรถปลอดภาระและต้องการเงินสดหมุนเวียน โดยยังสามารถใช้รถได้ตามปกติ
9. สินเชื่อการศึกษา
สินเชื่อเพื่อการศึกษา (Student Loan) มุ่งเน้นสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ทั้งค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพที่เกี่ยวเนื่อง ช่วยลดภาระของผู้ปกครองและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ มักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำและมีระยะเวลาปลอดหนี้ในช่วงที่กำลังศึกษาอยู่ โดยผู้กู้จะเริ่มผ่อนชำระคืนเมื่อสำเร็จการศึกษาหรือมีรายได้ สินเชื่อประเภทนี้มีทั้งแบบที่ดำเนินการโดยภาครัฐและสถาบันการเงินเอกชน
10. สินเชื่อเพื่อการลงทุน
สินเชื่อเพื่อการลงทุน (Investment Loan) เป็นเงินกู้สำหรับผู้ที่ต้องการนำเงินไปสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า หรือการลงทุนในตลาดทุน สินเชื่อประเภทนี้ช่วยเพิ่มอำนาจในการซื้อ (Leverage) ให้ผู้ลงทุนสามารถถือครองสินทรัพย์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้กู้ต้องมีความรู้ความเข้าใจในความเสี่ยงของการลงทุนนั้น ๆ อย่างดี เพราะต้องรับภาระดอกเบี้ยควบคู่ไปกับความผันผวนของผลตอบแทน
11. สินเชื่อเพื่อเกษตรกรรม
สินเชื่อเพื่อเกษตรกรรมออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการประกอบอาชีพ เช่น ซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องจักรการเกษตร หรือปรับปรุงพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากรายได้ของเกษตรกรมักขึ้นอยู่กับฤดูกาลและราคาพืชผล สินเชื่อประเภทนี้จึงมักมีเงื่อนไขการชำระคืนที่ยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อทั่วไป โดยอาจกำหนดชำระคืนเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว สถาบันการเงินภาครัฐมักมีบทบาทหลักในการปล่อยสินเชื่อนี้เพื่อสนับสนุนภาคเกษตรของประเทศ
แหล่งที่มาของสินเชื่อมีอะไรบ้าง
เมื่อเราทราบประเภทของสินเชื่อที่ต้องการแล้ว ลำดับถัดมาคือการเลือกผู้ให้บริการสินเชื่อ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการหลักอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ แต่ละกลุ่มมีจุดเด่น เงื่อนไขการอนุมัติ และอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไป ผู้กู้ควรพิจารณาเลือกแหล่งเงินทุนที่ตรงกับคุณสมบัติของตนเอง ดังนี้
- ธนาคารพาณิชย์ (Commercial Banks) สถาบันการเงินหลักที่มีความน่าเชื่อถือและมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อครอบคลุมทุกประเภท มักให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่มีขั้นตอนการพิจารณาเอกสารที่ละเอียดและเคร่งครัด
- Non-Bank (สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) ผู้ให้บริการทางการเงินที่ได้รับอนุญาต เช่น ผู้ให้บริการบัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคล จุดเด่นคืออนุมัติไว* ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แต่อาจมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารเล็กน้อย
สมัครบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดดีกว่ากัน
การตัดสินใจระหว่างบัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แต่ละประเภทมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและความจำเป็นของเราจะช่วยให้ได้ประโยชน์สูงสุดและจ่ายดอกเบี้ยน้อยที่สุด ลองมาดูรายละเอียดของแต่ละประเภทเพื่อเปรียบเทียบกัน
บัตรเครดิต
บัตรเครดิตเป็นบัตรสินเชื่อที่ช่วยให้เราใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องพกเงินสด เสมือนการนำเงินมาใช้ล่วงหน้าภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ นอกจากการรูดซื้อสินค้าแล้ว ยังสามารถเบิกเงินสดผ่านตู้ ATM ได้ (แต่อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม) และใช้ผ่อนชำระสินค้าเป็นงวดตามโปรโมชั่นของร้านค้า โดยการชำระหนี้ของบัตรเครดิตมีทั้งแบบจ่ายขั้นต่ำและจ่ายเต็มจำนวน แต่หากชำระแค่ขั้นต่ำยอดที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยจะถูกทบเป็นเงินต้นในเดือนถัดไป ผู้ใช้บัตรเครดิตจึงควรมีวินัยในการใช้จ่ายและชำระหนี้ให้เหมาะกับความสามารถทางการเงิน
บัตรกดเงินสด
บัตรกดเงินสดเป็นอีกรูปแบบของสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้งานได้ 2 ลักษณะ คือ กดเงินสดออกมาใช้และผ่อนชำระสินค้าที่ร้านค้าร่วมรายการ การสมัครบัตรกดเงินสดไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน เพียงมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด การชำระหนี้ของบัตรกดเงินสดมีความยืดหยุ่น สามารถเลือกชำระขั้นต่ำหรือเต็มจำนวน โดยดอกเบี้ยคิดแบบลดต้นลดดอกและคำนวณเป็นรายวัน ข้อดีคือหากไม่มีการใช้บัตรหรือเบิกเงิน ก็จะไม่มีภาระหนี้เกิดขึ้น และไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีในการรักษาสถานภาพบัตร จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน สิทธิประโยชน์ของบัตรกดเงินสดขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงิน โดยทั่วไปมักมีโปรโมชันลดดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่กำหนด หรือโปรแกรมแบ่งชำระสินค้าเป็นงวด ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริหารค่าใช้จ่ายได้ตามความเหมาะสม
คุณสมบัติในการขอสินเชื่อบัตรกดเงินสด
การเตรียมความพร้อมก่อนสมัครเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การอนุมัติผ่านได้ง่ายและรวดเร็ว สำหรับผู้ที่สนใจสมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสด โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติพื้นฐานเพื่อคัดกรองความสามารถในการชำระหนี้ของผู้สมัคร ซึ่งคุณสมบัติหลักที่ต้องมีมักประกอบไปด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้
- อายุ 20-55 ปี (สัญชาติไทย)
- เป็นพนักงานผู้มีรายได้ประจำ
- รายได้ประจำตั้งแต่ 7,000 บาทขึ้นไป สำหรับบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส
- รายได้ประจำตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป สำหรับบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส พรีเมียร์
- มีหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้าน หรือที่ทำงานที่ติดต่อได้
- มีที่อยู่และที่ทำงานอยู่ในพื้นที่บริการ
เอกสารที่ใช้ในการขอสินเชื่อบัตรกดเงินสด
นอกเหนือจากคุณสมบัติส่วนบุคคลแล้ว เอกสารประกอบการสมัครที่ครบถ้วนและชัดเจนถือเป็นกุญแจสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อยืนยันตัวตนและแหล่งที่มาของรายได้ ผู้สมัครควรจัดเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนยื่นสมัคร เพื่อลดระยะเวลาในการตรวจสอบและเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติ โดยเอกสารที่จำเป็นมีดังนี้
- บัตรประชาชน
- เอกสารแสดงร้ายได้
- สลิปเงินเดือน หรือ หนังสือรับรองเงินเดือน (ไม่เกิน 2 เดือน)
- บัญชีธนาคารที่แสดงเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน หรือ บัญชีธนาคารที่แสดงเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน
ขั้นตอนการขอสินเชื่อ
ในยุคดิจิทัลการขอสินเชื่อทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรกดเงินสดที่มีช่องทางให้เลือกหลากหลายตามความสะดวกของผู้สมัคร ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถดำเนินการได้ โดยมีขั้นตอนและช่องทางหลัก ๆ ที่ผู้สมัครสามารถเลือกใช้บริการได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง ดังนี้
- สมัครผ่านเว็บไซต์ เข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน เลือกเมนู "สมัครบัตรกดเงินสดออนไลน์" กรอกข้อมูลส่วนตัว ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วกดส่งข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ
- สมัครผ่าน Umay+ Application สะดวกรวดเร็ว เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ติดตั้ง และทำรายการสมัครผ่านมือถือได้ทันที • สมัครที่สาขา สามารถเดินทางไปยื่นเอกสารและกรอกใบสมัครได้ด้วยตัวเองที่สาขายูเมะพลัสใกล้บ้านคุณ
สมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส
สำหรับผู้ที่สนใจสมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัสจะต้องมีคุณสมบัติเป็นพนักงานประจำ รายได้เริ่ม 7,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป มีสลิปเงินเดือน และมีอายุงานตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป ก็สามารถสมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัสได้ โดยเมื่ออนุมัติสามารถดาวน์โหลด Umay+ Application และ เปิดใช้งานบัตรกดเงินสดได้ทันทีผ่าน Umay+ Application
การเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราบริหารการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด ต่างก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน การเข้าใจคุณลักษณะและเงื่อนไขของแต่ละประเภทจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าสินเชื่อแบบไหนที่ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด สำหรับใครที่สนใจสมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัสสามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
*อนุมัติภายในวันทำการ นับจากวันที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิจารณาสินเชื่อได้รับใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัคร รวมถึงข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่มีข้อขัดข้องด้านเอกสารหรือระบบ
อัตราดอกเบี้ย 19.8% - 25% ต่อปี, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว, ดูเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ยูเมะพลัส
07/02/2026
