เงินบำนาญประกันสังคม

หลายคนที่อยู่ในระบบประกันสังคมอาจมีข้อสงสัยว่า เมื่อถึงวัยเกษียณแล้วเงินบำนาญประกันสังคมที่เราส่งสมทบไปทุกเดือนนั้น จะให้ผลตอบแทนกลับมาเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ต้องมีอายุถึงเกณฑ์ไหนจึงจะสามารถเบิกรับได้ และมีหลักการคำนวณอย่างไร บทความนี้ จะพาทุกคนไปหาคำตอบที่ชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตหลังเกษียณอย่างมั่นคง

เงินบำนาญประกันสังคม คืออะไร

เงินบำนาญประกันสังคม คือ สวัสดิการรูปแบบหนึ่งจากกองทุนประกันสังคมที่จัดสรรไว้เพื่อดูแลผู้ประกันตนในยามชราภาพ โดยจะจ่ายเป็นเงินรายเดือนอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต เพื่อเป็นหลักประกันรายได้และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายหลังจากที่สิ้นสุดวัยทำงานไปแล้ว ซึ่งเงินส่วนนี้มาจากเงินสมทบที่เราจ่ายเข้ากองทุนในทุก ๆ เดือนระหว่างที่ยังทำงานอยู่ ถือเป็นการออมเงินระยะยาวภาคบังคับที่ช่วยสร้างความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตให้กับเราทุกคน

ใครมีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญประกันสังคมบ้าง

สำหรับเงื่อนไขในการรับสิทธิ์นั้น ไม่ใช่ผู้ประกันตนทุกคนที่จะได้รับเงินรายเดือนทันทีที่เกษียณ โดยกองทุนได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์รับเงินชราภาพแบบรายเดือน ซึ่งเราสามารถตรวจสอบเงื่อนไขเบื้องต้นได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เป็นต้นไป
  • สถานะการเป็นผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดลง หรือพูดง่าย ๆ คือได้ลาออกหรือเกษียณจากการทำงานแล้ว
  • ต้องมีประวัติการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือ 180 เดือน โดยระยะเวลาการส่งนี้ไม่จำเป็นต้องส่งต่อเนื่องกันแบบรวดเดียว
  • ในกรณีที่ส่งเงินสมทบไม่ถึงเกณฑ์ 180 เดือน รูปแบบการรับเงินจะเปลี่ยนไป โดยจะไม่ได้รับเป็นรายเดือน แต่จะได้เป็น "เงินบำเหน็จชราภาพ" ซึ่งเป็นการจ่ายคืนแบบเงินก้อนเพียงครั้งเดียวแทน

เงินบำนาญประกันสังคมได้เท่าไหร่
เงินบำนาญประกันสังคม

อัตราการจ่ายเงินบำนาญจะไม่ได้เท่ากันทุกคน แต่จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการส่งเงินสมทบและฐานเงินเดือนเฉลี่ยของผู้ประกันตนแต่ละคน ยิ่งเรามีระยะเวลาการส่งเงินสมทบนาน ก็จะยิ่งได้รับเงินรายเดือนเพิ่มมากขึ้น โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาจำนวนเงินดังนี้

  • กรณีส่งสมทบครบ 15 ปี (180 เดือน) จะได้รับเงินรายเดือนคิดเป็นร้อยละ 20 ของฐานค่าจ้างเฉลี่ยในช่วง 60 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (โดยระบบจะล็อกฐานค่าจ้างสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 15,000 บาท)
  • กรณีส่งสมทบเกินกว่า 15 ปี (มากกว่า 180 เดือน) นอกจากร้อยละ 20 ที่ได้เป็นพื้นฐานแล้ว ทุก ๆ การส่งเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นครบ 12 เดือน จะมีการบวกอัตราเปอร์เซ็นต์เพิ่มให้อีกร้อยละ 1.5 ส่งผลให้ยอดเงินบำนาญรายเดือนสูงขึ้นตามระยะเวลาที่ส่งเกินมา

วิธีคำนวณเงินบำนาญประกันสังคม

ในอนาคตจะมีการปรับเปลี่ยนสูตรคำนวณใหม่เพื่อสร้างความเท่าเทียม โดยเปลี่ยนจากการใช้ฐานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย มาเป็น "เงินเดือนเฉลี่ยตลอดอายุการเป็นสมาชิก" เพื่อให้ผู้ที่ส่งสมทบมานานได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าขึ้น และลดผลกระทบจากรายได้ที่อาจผันผวนในช่วงท้ายการทำงาน

  • ปี 2568-2569 จะยังคงใช้สูตรเก่าทั้งหมด
  • ปี 2570-2573 จะเริ่มนำสูตรใหม่เข้ามาถ่วงน้ำหนักร่วมด้วยแบบขั้นบันได (สัดส่วนสูตรใหม่เริ่มจาก 20% ไปจนถึง 80%)
  • ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป จะเปลี่ยนไปใช้สูตรใหม่ในการคำนวณแบบ 100%

ตัวอย่างกรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน หรือ 15 ปี

สมมติว่านาย A มีอายุถึงเกณฑ์ 55 ปีบริบูรณ์ และมีประวัติส่งเงินสมทบมาครบ 15 ปี หรือ 180 เดือนพอดิบพอดี โดยมีค่าจ้างเฉลี่ย 5 ปีสุดท้ายอยู่ที่เดือนละ 50,000 บาท ในการคำนวณ ระบบจะใช้ฐานเงินเดือนสูงสุดที่กำหนดไว้คือ 15,000 บาทเป็นเกณฑ์ นำมาคูณกับ 20% ตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน จะได้ผลลัพธ์คือ (20 x 15,000) / 100 ซึ่งเท่ากับ 3,000 บาท นั่นหมายความว่านาย A จะได้รับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิตที่เดือนละ 3,000 บาท

กรณีจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน หรือเกิน 15 ปี

สมมติว่านาย B อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และมีการส่งเงินสมทบต่อเนื่องมาเป็นเวลา 20 ปี การคำนวณจะนำ 20% เป็นตัวตั้ง และบวกเพิ่มอีก 1.5% ต่อปีสำหรับ 5 ปีที่ส่งเกินมา (1.5 x 5 = 7.5%) รวมเป็น 27.5% เมื่อนำไปคูณกับฐานสูงสุด 15,000 บาท จะคำนวณได้ดังนี้ (27.5 x 15,000) / 100 ซึ่งได้ผลลัพธ์เป็น 4,125 บาท ดังนั้นนาย B จะมีสิทธิ์รับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิตในจำนวน 4,125 บาทต่อเดือน

เงินบำนาญประกันสังคมได้เมื่ออายุเท่าไหร่
อายุรับเงินบำนาญ

เงื่อนไขด้านอายุถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ผู้ประกันตนจะสามารถเริ่มรับเงินบำนาญประกันสังคมได้เมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น แม้ว่าจะลาออกจากงานและหยุดส่งเงินสมทบไปก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม ก็ยังไม่สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินได้จนกว่าจะถึงเกณฑ์อายุที่กำหนด อย่างไรก็ตาม หลังจากอายุครบ 55 ปี และสิ้นสุดสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว เราต้องดำเนินการยื่นเรื่องขอรับสิทธิประโยชน์ที่สำนักงานประกันสังคมตามเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินบำนาญประกันสังคม

นอกเหนือจากหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณแล้ว ยังมีประเด็นปลีกย่อยอีกมากมายที่ผู้ประกันตนหลายคนมักเกิดความสับสน เราจึงได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ชราภาพมาไขข้อข้องใจ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจขั้นตอนและสิทธิ์ของตนเองอย่างครบถ้วน เตรียมพร้อมรับเงินได้อย่างไม่มีสะดุดเมื่อถึงเวลา

รับเงินบำนาญต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

การยื่นขอรับสิทธิ์นั้น เราต้องเตรียมเอกสารหลัก 3 รายการ ได้แก่ 1. แบบฟอร์มคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ (สปส. 2-01) 2. บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง และ 3. สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ระบุชื่อและเลขบัญชีของเราอย่างชัดเจนเพื่อใช้รับเงินโอน

หากผู้รับบำนาญเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินส่วนที่เหลือไหม?

หากผู้ที่กำลังรับเงินรายเดือนเสียชีวิตลงภายในระยะเวลา 5 ปี (60 เดือน) นับตั้งแต่เริ่มรับเงินเดือนแรก ทายาทที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายยังคงได้รับเงินชดเชย โดยระบบจะจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้เป็นก้อนในรูปแบบของเงินบำเหน็จชราภาพ ทั้งนี้ ทายาทจะต้องนำเอกสารสำคัญ เช่น สำเนาใบมรณบัตร ไปยื่นเรื่องเพื่อขอรับสิทธิ์ที่สำนักงานประกันสังคม

เงินบำนาญนี้จะจ่ายให้เราจนถึงเมื่อไหร่?

เมื่อยื่นเรื่องและผ่านเกณฑ์พิจารณาแล้ว กองทุนจะทำการโอนเงินเข้าบัญชีให้เราเป็นประจำทุกเดือนไป "ตลอดชีวิต" เพื่อเป็นหลักประกันหลังเกษียณ แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันเสียชีวิตก่อนรับเงินครบ 5 ปี ทายาทจะได้เงินก้อนชดเชย ในทางกลับกัน หากเสียชีวิตหลังรับเงินเกิน 5 ปีไปแล้ว สิทธิ์การรับเงินจะถือเป็นอันสิ้นสุดลงทันที

เงินบำนาญต่างจากเงินบำเหน็จอย่างไร

ความแตกต่างหลักอยู่ที่รูปแบบการจ่ายเงินและเงื่อนไขเวลาในการส่งสมทบ เงินบำนาญคือการจ่ายเงินสดให้เป็นรายเดือนไปตลอดชีวิต สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบครบ 15 ปีขึ้นไป ส่วนเงินบำเหน็จคือการจ่ายคืนผลประโยชน์ทั้งหมดรวมเป็นเงินก้อนเพียงครั้งเดียวจบ สำหรับผู้ที่มีอายุครบ 55 ปี แต่มีประวัติการส่งเงินสมทบรวมแล้วไม่ถึง 15 ปี

การวางแผนเกษียณล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญ เงินชราภาพจากกองทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยประคองค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่ในชีวิตจริงอาจมีเหตุฉุกเฉินหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิดเกิดขึ้น การมีแหล่งเงินทุนสำรองหรือตัวช่วยทางการเงินที่เชื่อถือได้อย่างบัตรกดเงินสดจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้เราอุ่นใจมากขึ้นในทุกจังหวะชีวิต บัตรกดเงินสดยูเมะพลัสก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ สมัครง่าย อนุมัติไว* อนุมัติวงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท วงเงินสูงสุด 5 เท่า ของรายได้* (*ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทฯ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท) และ สามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นการสั่งเงินโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ที่ทำรายการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน Umay+ Application หรือกดเงินสดไม่ใช้บัตรได้ที่ตู้ ATM ที่ร่วมรายการในเวลาให้บริการ สำหรับใครที่สนใจสมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัสก็สามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส

*อนุมัติภายในวันทำการ นับจากวันที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิจารณาสินเชื่อได้รับใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัคร รวมถึงข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่มีข้อขัดข้องด้านเอกสารหรือระบบ

อัตราดอกเบี้ย 19.8% - 25% ต่อปี, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว, ดูเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ยูเมะพลัส