เคยสงสัยไหมว่าดอกเบี้ยสินเชื่อที่ต้องจ่ายนั้นมีเพดานกำหนดไว้หรือไม่? การทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรรู้ บทความนี้ จึงจะพาทุกคนไปหาคำตอบว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายที่ถูกต้องคือเท่าไหร่ และมีกฎหมายไหนบ้างที่เข้ามาควบคุม เพื่อให้ทุกการตัดสินใจทางการเงินของเราเป็นไปอย่างรอบคอบและปลอดภัยที่สุด
ดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย คืออะไร
ดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย คือ อัตราผลตอบแทนสูงสุดที่ผู้ให้กู้สามารถเรียกเก็บจากผู้กู้ได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เพื่อสร้างมาตรฐานและความเป็นธรรมในการทำธุรกรรมทางการเงิน ป้องกันไม่ให้เกิดการเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินควรจนเป็นการเอาเปรียบผู้กู้ ซึ่งดอกเบี้ยตามกฎหมายจะมีเพดานที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของผู้ให้กู้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือสถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ
กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยเงินกู้

เพื่อให้การกำกับดูแลอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายเป็นไปอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจึงมีกฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งแต่ละฉบับมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบการปฏิบัติสำหรับผู้ให้กู้ประเภทต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบการเงินโดยรวม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกฎหมายพื้นฐานที่วางหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับดอกเบี้ยตามกฎหมายในการกู้ยืมเงิน โดยมีข้อกำหนดหลักที่ควรรู้ ดังนี้
- มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี
- มาตรา 654 ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี
- มาตรา 655 ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ แต่ทว่าเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง คู่สัญญากู้ยืมจะตกลงกันให้เอาดอกเบี้ยนั้นทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นก็ได้ แต่การตกลงเช่นนั้นต้องทำเป็นหนังสือ
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
กฎหมายฉบับนี้ถูกออกมาเพื่อควบคุมการให้กู้ยืมเงินนอกระบบโดยเฉพาะ โดยมีใจความสำคัญคือห้ามบุคคลหรือนิติบุคคลที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี หรือ 1.25% ต่อเดือน ซึ่งการฝ่าฝืนข้อกำหนดนี้ถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษทั้งจำคุกสูงสุด 2 ปี และโทษปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
พระราชบัญญัตินี้มอบอำนาจให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินต้องดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายรวมถึงค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ ให้ผู้บริโภคทราบอย่างครบถ้วนและชัดเจน
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)
กฎหมายนี้เข้ามามีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้กู้ในฐานะผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นให้สัญญากู้ยืมเงินมีความเป็นธรรม ข้อความในสัญญาต้องชัดเจน ไม่กำกวม และไม่มีเงื่อนไขที่เอาเปรียบผู้บริโภค เช่น การกำหนด ดอกเบี้ยตามกฎหมายที่สูงเกินจริง หรือซ่อนเร้นค่าใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผล โดยมีคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเป็นผู้กำกับดูแล
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศเพื่อกำกับดูแลสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยเฉพาะ โดยกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายในรูปแบบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) ซึ่งรวมทั้งดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ไว้ไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด
อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่กฎหมายกำหนด

จากกฎหมายที่กล่าวมาทั้งหมดเราสามารถสรุปเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายสูงสุดได้ โดยแบ่งตามประเภทของผู้ให้กู้ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไป และการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ
อัตราดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมระหว่างบุคคล
สำหรับการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อเป็นปกติอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายกำหนดเพดานสูงสุดไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี หรือเทียบเท่า 1.25% ต่อเดือน สิ่งสำคัญคือต้องมีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ โดยระบุเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานป้องกันปัญหาการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราหรือเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมในภายหลัง
อัตราดอกเบี้ยสำหรับสถาบันการเงิน
สำหรับผู้ให้บริการที่เป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายจะถูกกำหนดเพดานไว้สูงกว่า โดยทั่วไปแล้วสูงสุดไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี ซึ่งอัตราที่แท้จริงจะแตกต่างกันไปตามประเภทสินเชื่อ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันอาจมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักประกัน
อัตราดอกเบี้ยและค่าปรับกรณีผิดนัดชำระหนี้
ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ตามกำหนด ผู้ให้กู้มีสิทธิ์คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระเพิ่มเติมได้ แต่กฎหมายปัจจุบันได้กำหนดให้คิดดอกเบี้ยบน "เงินต้นของค่างวดที่ผิดนัด" เท่านั้น โดยมีอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่สามารถบวกเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยปกติได้ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี และเมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่เกินเพดาน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายสูงสุดที่กำหนดไว้
วิธีการคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้
เพื่อให้เข้าใจภาระทางการเงินของเราได้ดียิ่งขึ้น การทราบวิธีการคำนวณดอกเบี้ยจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยทั่วไปแล้ว วิธีการคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่าง ๆ จะมีอยู่ 2 รูปแบบหลัก คือ การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ และการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก
การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
เป็นการคำนวณดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นทั้งหมดเพียงครั้งเดียว แล้วนำดอกเบี้ยที่คำนวณได้มารวมกับเงินต้น ก่อนจะหารด้วยจำนวนงวดเพื่อผ่อนชำระเท่ากันทุกเดือน วิธีนี้มักใช้กับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนคงที่ แต่ดอกเบี้ยโดยรวมอาจสูงกว่า
ตัวอย่างการคำนวณ
- กู้เงิน 100,000 บาท ดอกเบี้ย 10% ต่อปี ระยะเวลา 12 เดือน
- ดอกเบี้ยทั้งหมด 100,000 x 10% x 1 ปี =10,000 บาท
- ยอดหนี้รวม 100,000 + 10,000 = 110,000 บาท
- ผ่อนต่องวด 110,000 ÷ 12 งวด = 9,166.67 บาท
การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
วิธีนี้จะคำนวณดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด ทำให้เมื่อเราชำระเงินต้นไปแล้วดอกเบี้ยในงวดถัดไปจะลดลงตามไปด้วย โดยนิยมใช้กับสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรกดเงินสด
ตัวอย่างการคำนวณ
- เงินต้นคงเหลือ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 25% ต่อปี (คิดดอกเบี้ยรายวัน)
- สมมติว่าชำระค่างวด 5,000 บาท
งวดที่ 1 (30 วัน)
- สูตรคำนวณดอกเบี้ย (เงินต้นคงเหลือ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันในงวด) / จำนวนวันในหนึ่งปี
- ดอกเบี้ยที่ต้องชำระ (100,000 x 25% x 30) ÷ 365 = 2,054.79 บาท
- เงินที่นำไปหักเงินต้น 5,000 − 2,054.79 = 2,945.21 บาท
- เงินต้นคงเหลือใหม่ 100,000 − 2,945.21 = 97,054.79 บาท
งวดที่ 2 (30 วัน)
- ดอกเบี้ยที่ต้องชำระ (97,054.79 x 25% x 30) ÷ 365 = 1,994.28 บาท
- เงินที่นำไปหักเงินต้น 5,000 − 1,994.28 = 3,005.72 บาท
- เงินต้นคงเหลือใหม่ 97,054.79 − 3,005.72 = 94,049.07 บาท
จะเห็นได้ว่าเมื่อเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยในงวดที่ 2 ก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้ส่วนของเงินที่นำไปหักเงินต้นมีจำนวนมากขึ้น
การทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการใช้สินเชื่อ เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินและปกป้องสิทธิ์ของตนเองได้ ซึ่งบัตรกดเงินสดยูเมะพลัสเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล โดยใช้วิธีคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกที่เป็นธรรมกับลูกค้า สำหรับใครที่สนใจสมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส สินเชื่อถูกกฎหมาย สมัครง่ายใน 10 นาที ก็สามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
*อัตราดอกเบี้ย 19.8% - 25% ต่อปี, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว, ดูเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ยูเมะพลัส
14/01/2026