ค่าลดหย่อนภาษี

หลายคนคงเริ่มมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีเพื่อให้ได้เงินคืนหรือเสียภาษีน้อยลง แต่รายการลดหย่อนนั้นมีมากมาย โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ใกล้ตัวอย่างครอบครัว ทั้งการลดหย่อนภาษีส่วนตัว คู่สมรส ลดหย่อนพ่อแม่หรือลดหย่อนบุตร บทความนี้ ได้รวบรวมข้อมูลอัปเดตล่าสุดมาให้แล้วว่าแต่ละรายการมีเงื่อนไขอย่างไร และลดหย่อนได้สูงสุดเท่าไหร่บ้าง

เช็กลิสต์ค่าลดหย่อนภาษีครบทุกหมวด

ก่อนจะไปดูรายละเอียดการลดหย่อนภาษี เรามาสรุปภาพรวมกันก่อนว่าสิทธิลดหย่อนภาษีทั้งหมดที่กรมสรรพากรกำหนดนั้น แบ่งออกเป็นกี่หมวดหมู่หลักและมีอะไรบ้าง เพื่อให้เราสามารถวางแผนและตรวจสอบสิทธิของตัวเองได้อย่างครบถ้วน ไม่ตกหล่นรายการสำคัญไป

หมวด 1 ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

หมวดนี้ถือเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนมักจะได้ใช้ เริ่มตั้งแต่ค่าลดหย่อนส่วนตัวที่ได้อัตโนมัติ ไปจนถึงการลดหย่อนภาษีสำหรับการดูแลครอบครัว เช่น คู่สมรส ลดหย่อนบุตรและลดหย่อนพ่อแม่ ซึ่งมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่ต้องตรวจสอบให้ดี

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท สิทธินี้ได้ทุกคนอัตโนมัติ ไม่ต้องมีเงื่อนไขใด ๆ
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท ใช้ได้เมื่อจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสต้องไม่มีเงินได้
  • ค่าลดหย่อนบุตร คนละ 30,000 บาท สำหรับบุตรตามกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนรับรองแล้ว โดยบุตรต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี หรืออายุไม่เกิน 25 ปีและกำลังศึกษาอยู่ หรือเป็นผู้ไร้ความสามารถ
  • ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร ลดหย่อนตามที่จ่ายจริงให้สถานพยาบาลรัฐหรือเอกชน สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อการตั้งครรภ์ (ลูกแฝดนับเป็นครรภ์เดียว)
  • ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา คนละ 30,000 บาท ใช้สิทธิได้สูงสุด 4 คน (พ่อแม่เรา และพ่อแม่คู่สมรส) รวมไม่เกิน 120,000 บาท โดยท่านต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท และสิทธินี้ห้ามใช้ซ้ำกับพี่น้อง
  • ค่าลดหย่อนกรณีอุปการะผู้พิการหรือบุคคลทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท ผู้พิการต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี มีบัตรประจำตัวผู้พิการ และเราต้องมีหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะ

หมวด 2 ประกัน การออม และการลงทุน

อีกหนึ่งกลุ่มใหญ่ที่ช่วยวางแผนการเงินในอนาคตและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วย ทั้งการซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รวมถึงการออมและการลงทุนในกองทุนต่าง ๆ เพื่อเป้าหมายเกษียณอายุ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีเพดานและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

  • เงินประกันสังคม ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยกรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และทำกับบริษัทประกันในไทย (หากเวนคืนก่อน 10 ปี จะหมดสิทธิลดหย่อน)
  • เบี้ยประกันสุขภาพ และเบี้ยประกันอุบัติเหตุ (ที่คุ้มครองสุขภาพ) ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท แต่เมื่อรวมกับประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ลดหย่อนตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยพ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่จำเป็นต้องอายุครบ 60 ปี
  • เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ลดหย่อนได้ตามที่ลงทุนจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท (สำหรับผู้ที่ลงทุนตั้งแต่ปี 2564)
  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESGX) วงเงินที่ 1 - ลงทุนใหม่ลดหย่อน 30% ของเงินได้ฯ ตามจริง สูงสุด 300,000 บาท วงเงินที่ 2 สับเปลี่ยนจาก LTF – ลงทุนได้สูงสุด 500,000 บาท ทยอยลดหย่อน 5 ปี ปีแรกไม่เกิน 300,000 บาท โดยปีที่ 2-5 (69-72) ลดหย่อนจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีภาษี สูงสุดปีละ 50,000 บาท
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ฯ ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ฯ ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ฯ ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (ต้องคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และจ่ายผลประโยชน์สม่ำเสมอ)
  • เพดานรวมกลุ่มเกษียณ ค่าลดหย่อนในกลุ่ม RMF, กบข., PVD, กองทุนสงเคราะห์ครูฯ, กอช. และประกันบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

หมวด 3 กลุ่มเงินบริจาค

การให้และการแบ่งปันก็สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน โดยเงินบริจาคจะแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ลดหย่อนได้ตามจริง (แต่ไม่เกินเพดาน) และกลุ่มที่สามารถลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า ซึ่งช่วยให้เราวางแผนภาษีได้มากขึ้น

  • เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษีอื่น ๆ แล้ว
  • เงินบริจาคใช้สิทธิได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง สำหรับการบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม ประโยชน์สาธารณะ และสถานพยาบาลของรัฐ (แต่ยอด 2 เท่านี้ รวมแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักลดหย่อน)
  • เงินบริจาคให้กับพรรคการเมือง ลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

หมวด 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ

ในแต่ละปีภาครัฐมักจะมีโครงการพิเศษออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเราสามารถนำค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้ นอกเหนือจากรายการปกติ เช่น โครงการชอปปิง หรือมาตรการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย

เตรียมตัวยื่นภาษีต้องทำอย่างไร
เตรียมตัวยื่นภาษี

เมื่อรวบรวมรายการลดหย่อนภาษีครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมเอกสารและข้อมูลให้พร้อมสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น ถูกต้อง และไม่เสียเวลาแก้ไขในภายหลัง

เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียม

การยื่นภาษีมี 2 แบบหลัก คือ ภ.ง.ด.90 สำหรับคนที่มีรายได้อื่นนอกจากเงินเดือน และ ภ.ง.ด.91 สำหรับคนที่มีรายได้จากเงินเดือนเท่านั้น ไม่ว่าจะยื่นแบบไหน เราควรเตรียมเอกสารสำคัญเหล่านี้ให้พร้อม

  • หนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) เอกสารสรุปรายได้และภาษีที่ถูกหักไว้ตลอดทั้งปี ซึ่งนายจ้างจะเป็นผู้ออกให้
  • รายการลดหย่อนภาษีที่รวบรวมไว้ สรุปค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีที่เราต้องการใช้สิทธิ เช่น ค่าลดหย่อนบุตรหรือลดหย่อนพ่อแม่
  • เอกสารประกอบการลดหย่อน หลักฐานต่าง ๆ เช่น ใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการจ่ายเบี้ยประกัน หรือเอกสารรับรองบุตร/การอุปการะ เพื่อใช้กรอกข้อมูลและเก็บไว้เผื่อกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ

ช่องทางการยื่นภาษี

ปัจจุบันกรมสรรพากรมีช่องทางการยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่สะดวกสบายและหลากหลาย เราสามารถเลือกช่องทางที่เหมาะสมกับความถนัดของตัวเองได้ ดังนี้

  • ยื่นภาษีออนไลน์ (E-filing) ช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว และได้รับความนิยมสูงสุด ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) ซึ่งมักจะได้รับเงินคืนภาษีเร็วกว่า
  • ยื่นภาษีผ่านแอปพลิเคชัน (RD Smart Tax) สำหรับการยื่น ภ.ง.ด.90/91 ผ่านสมาร์ตโฟน สะดวกไม่แพ้กัน
  • ยื่นภาษีด้วยตนเอง (เอกสาร) สามารถยื่นแบบกระดาษได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาใกล้บ้าน

Umay+ แนะนำวิธีวางแผนการเงินพร้อมลดหย่อนภาษี

ในมุมมองของ Umay+ การลดหย่อนภาษีไม่ใช่แค่การประหยัดภาษีปลายปี แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนการเงินระยะยาว การเลือกใช้สิทธิลดหย่อนกลุ่มประกันหรือกองทุน RMF/Thai ESG ช่วยสร้างวินัยการออมและสร้างความมั่นคงในอนาคต หากเราวางแผนไว้ล่วงหน้า ก็สามารถบริหารค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ให้กระทบสภาพคล่องในปัจจุบันได้

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี

แม้จะมีข้อมูลมากมายแต่ก็ยังมีคำถามยอดนิยมที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยเฉพาะเงื่อนไขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจทำให้สับสน เราได้รวบรวมคำตอบสำหรับคำถามที่พบบ่อยมาให้แล้ว

คู่สมรสไม่มีรายได้ สามารถลดหย่อนได้ไหม

สามารถใช้สิทธิลดหย่อนคู่สมรสได้ 60,000 บาท หากจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสของเราต้องไม่มีเงินได้ (หรือมีเงินได้ประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษี) ตลอดทั้งปีภาษีนั้น หากคู่สมรสมีรายได้แม้เพียงเล็กน้อย เราจะไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้ ต้องให้คู่สมรสยื่นภาษีแยกต่างหาก

เงินบริจาคแบบไหนที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

การลดหย่อนภาษี 2 เท่า สามารถใช้ได้กับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม ประโยชน์สาธารณะต่าง ๆ รวมถึงการบริจาคให้สถานพยาบาลของรัฐ โดยยอดบริจาค 2 เท่านี้ เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว

การลดหย่อนภาษีเป็นสิทธิประโยชน์ที่เราควรศึกษาและวางแผนให้ดี โดยเฉพาะการลดหย่อนใกล้ตัวอย่าง ลดหย่อนพ่อแม่หรือลดหย่อนบุตร การเตรียมตัวตั้งแต่ล่วงหน้า จะช่วยให้เราใช้สิทธิได้ครบถ้วนและประหยัดภาษีได้สูงสุด และหากต้องการเพิ่มสภาพคล่องเพื่อใช้จ่ายในรายการลดหย่อนช่วงปลายปี บัตรกดเงินสด Umay+ ก็พร้อมเป็นผู้ช่วยทางการเงินที่สะดวกและวางใจได้ สำหรับใครที่สนใจสมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัสก็สามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส

*อัตราดอกเบี้ย 19.8% - 25% ต่อปี, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว, ดูเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ยูเมะพลัส