หลายคนใช้บัตรเครดิตแต่ไม่เข้าใจการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตอย่างถูกวิธี ทำให้ต้องเสียเงินมากกว่าที่ควรจะเป็น การรู้จักวิธีคิดดอกเบี้ยที่ถูกต้องช่วยให้เราวางแผนการใช้จ่ายและจัดการหนี้บัตรเครดิตได้ดีขึ้น มาทำความเข้าใจวิธีคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตกันแบบละเอียด เพื่อไม่ให้ต้องจ่ายแพงเกินความจำเป็นกัน
บัตรเครดิต คืออะไร
บัตรเครดิต คือ เครื่องมือทางการเงินที่สถาบันการเงินออกให้เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินสด โดยผู้ออกบัตรจะทำหน้าที่จ่ายเงินแทนเราไปก่อน จากนั้นเราจึงทำการชำระเงินคืนตามรอบบิลที่กำหนด ซึ่งเปรียบเสมือนการกู้ยืมเงินระยะสั้น หากเราสามารถวางแผนและชำระคืนได้เต็มจำนวนภายในระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย เราก็จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่หากบริหารจัดการไม่ดีก็อาจก่อให้เกิดภาระหนี้สินระยะยาวได้เช่นกัน
ดอกเบี้ยบัตรเครดิต คืออะไร
ดอกเบี้ยบัตรเครดิต คือ ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินเรียกเก็บจากผู้ถือบัตรเมื่อมีการค้างชำระหนี้ หรือชำระไม่เต็มจำนวน เปรียบเสมือนค่าเช่าเงินที่เราใช้ไปก่อนแล้วทยอยชำระคืนในภายหลัง ดอกเบี้ยจะคำนวณจากยอดค้างชำระที่เกิดขึ้น โดยคิดตามจำนวนวันที่ยังไม่ได้ชำระเงินคืน และอัตราดอกเบี้ยรายปีที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขบัตรเครดิต การเข้าใจระบบดอกเบี้ยถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการบริหารการเงินได้ดีมากขึ้น
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตเกิดขึ้นได้อย่างไร
การใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าตามปกติจะไม่มีดอกเบี้ยเกิดขึ้นหากเราปฏิบัติตามเงื่อนไข แต่ภาระดอกเบี้ยจะเริ่มเริ่มขึ้นจากพฤติกรรมการใช้จ่ายและการชำระเงินดังต่อไปนี้
การชำระช้าเกินวันครบกำหนดชำระเงิน
เมื่อเราละเลยหรือลืมจัดการบิลตามวันที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอด สถาบันการเงินจะถือว่าเราผิดนัดชำระหนี้ทันที ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อประวัติทางการเงินของเราแล้ว ยังเป็นการยกเลิกระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติในทันที ทำให้ถูกคิดดอกเบี้ยนับจากวันที่ทำรายการจนถึงวันที่ชำระเงิน
การชำระตรงเวลาแต่จ่ายเพียงยอดขั้นต่ำ
การเลือกชำระเงินตามยอดขั้นต่ำที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ แม้ตามระบบจะไม่ถือว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้และประวัติของเรายังคงปกติ แต่ยอดเงินส่วนที่เหลือซึ่งเรายังไม่ได้จัดการจ่ายคืนให้ครบถ้วนนั้นจะถูกนำมาคำนวณเป็นภาระดอกเบี้ยสะสมทันทีตามเงื่อนไข ซึ่งจะถูกคิดดอกเบี้ยจากยอดคงค้างทั้งหมด
การกดเงินสดจากบัตรเครดิต
บัตรเครดิตยังสามารถนำไปเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้ในยามฉุกเฉิน แต่การทำรายการลักษณะนี้จะถือเป็นการกู้ยืมเงินสดโดยตรงจากระบบ ซึ่งจะเริ่มคิดดอกเบี้ยทันทีตั้งแต่วันที่ทำรายการโดยไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย พร้อมค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเพิ่มเติม ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าการใช้บัตรกดเงินสดทั่วไป
อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต
ในปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้สถาบันการเงินคิดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตทุกประเภทอยู่ที่ไม่เกิน 16% ต่อปี ซึ่งลดลงจากเดิมที่เคยกำหนดไว้สูงถึง 18% เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้บริโภคในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บัตรควรตระหนักว่าแม้อัตราดอกเบี้ยจะลดลง แต่การสะสมยอดค้างชำระเป็นเวลานานยังคงทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยจะถูกคำนวณทบต้นในแต่ละรอบบัญชี ส่งผลให้หนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
วิธีคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต
การคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตอาจดูซับซ้อน แต่เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้วจะช่วยให้เราวางแผนการชำระเงินได้อย่างชาญฉลาด วิธีคำนวณจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบการชำระเงิน ทั้งกรณีจ่ายขั้นต่ำตรงเวลา จ่ายเต็มจำนวนแต่ไม่ตรงเวลา หรือกรณีเบิกถอนเงินสด มาดูแต่ละกรณีอย่างละเอียดเพื่อให้เข้าใจวิธีคิดดอกเบี้ยได้อย่างถูกต้อง
1. จ่ายขั้นต่ำ ตรงเวลา
กรณีที่เราเลือกชำระเงินตามยอดขั้นต่ำตรงตามกำหนดเวลา การคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ดอกเบี้ยเงินต้น ซึ่งคิดจากวันที่บันทึกรายการถึงวันก่อนวันชำระเงิน 1 วัน และส่วนที่ 2 ดอกเบี้ยค้างชำระ ที่คิดจากวันที่ชำระขั้นต่ำจนถึงวันสรุปยอดบัญชีถัดไป วิธีนี้ทำให้ดอกเบี้ยสะสมต่อเนื่องและอาจทำให้ยอดหนี้ลดลงช้ากว่าที่ควร
ตัวอย่าง เรารูดซื้อสินค้า 10,000 บาท เมื่อวันที่ 5 มีนาคม โดยบัตรเครดิตสรุปยอดทุกวันที่ 25 ของเดือน และวันครบกำหนดชำระเงิน ทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป อัตราดอกเบี้ยฯ อยู่ที่ 16% ต่อมาในวันที่ 10 เมษายน เราเลือกชำระขั้นต่ำ 10% คิดเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท ในกรณีนี้จะถูกคิดดอกเบี้ยส่วนแรกจากยอดที่ใช้ไปทั้งหมด
วิธีคำนวณดอกเบี้ยส่วนที่ 1 ดอกเบี้ยเงินต้น
- ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ X อัตราดอกเบี้ยฯ ต่อปี X จำนวนวัน (นับจากวันที่บันทึกรายการถึงวันก่อนวันชำระ 1 วัน) / จำนวนวันใน 1 ปี
- 10,000 x 16% x 36 (วันที่ 5 มี.ค. - 9 เม.ย. = 36 วัน) / 365 วัน = 157.81 บาท
วิธีคำนวณดอกเบี้ยส่วนที่ 2 ดอกเบี้ยค้างชำระ
- ค่าคงค้าง X อัตราดอกเบี้ยฯ ต่อปี X จำนวนวัน (จากวันที่ชำระขั้นต่ำจนถึงวันสรุปยอดบัญชีถัดไป) / จำนวนวันใน 1 ปี
- 9,000 x 16% x 16 (10 - 25 เม.ย. = 16 วัน) / 365 = 63.12 บาท
รอบครบกำหนดชำระวันที่ 25 เม.ย. จะมีดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเพิ่มทั้งหมด 157.81 + 63.12 = 220.93 บาท รอบครบกำหนดชำระถัดไปในวันที่ 10 พ.ค. จะมียอดคงค้างพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น เป็นจำนวนเงิน 9,000 + 220.93 = 9220.93 บาท
2. จ่ายเต็มจำนวน จ่ายไม่ตรงเวลา
ตัวอย่าง เรารูด 20,000 บาท เมื่อวันที่ 5 มี.ค. และชำระเงินในวันที่ 19 เม.ย. ดอกเบี้ยบัตรเครดิต 16% จำนวนวันนับจากวันที่บันทึกรายการถึงวันก่อนวันชำระ 1 วัน คือ 45 วัน
วิธีคำนวณดอกเบี้ยเบื้องต้น
- ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ X อัตราดอกเบี้ยฯ ต่อปี X จำนวนวัน (นับจากวันที่บันทึกรายการถึงวันก่อนวันชำระ 1 วัน) / จำนวนวันใน 1 ปี
- 20,000 x 16% x 45 / 365 = 394.52 บาท
วิธีคำนวณดอกเบี้ยรวมทั้งหมด
การชำระเงินล่าช้ายังส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในรูปแบบค่าธรรมเนียมการทวงถามหนี้ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 50-100 บาทต่อรอบบัญชี พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทั้งนี้ สถาบันการเงินบางแห่งอาจยกเว้นค่าธรรมเนียมนี้ในรอบบัญชีแรกที่ผิดนัดชำระ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขการคิดค่าธรรมเนียมติดตามทวงถามหนี้ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้น หากเราไม่สามารถชำระหนี้ได้ตรงเวลาแม้จะจ่ายเต็มจำนวน จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในรอบบิลแรก (สมมติค่าทวงถามหนี้ 100 บาท) รวมเป็น 394.52 + 107 = 501.52 บาท
3. กรณีกดเงินสดจากบัตรเครดิต
ตัวอย่าง เรากดเงินสดด้วยบัตรเครดิต 10,000 บาท เมื่อวันที่ 2 พ.ย. โดยวันสรุปยอดบัญชีคือทุกวันที่ 10 ของเดือน และวันครบกำหนดชำระเงิน ทุกวันที่ 28 ของเดือน (อัตราดอกเบี้ย อยู่ที่ 16%)
วิธีคำนวณดอกเบี้ยเบื้องต้น
จำนวนเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า X อัตราดอกเบี้ยต่อปี X จำนวนวัน (นับจากวันที่บันทึกรายการถึงวันก่อนวันชำระ 1 วัน) / จำนวนวันใน 1 ปี จากกรณีตัวอย่างเมื่อคำนวณดอกเบี้ยของการเบิกถอนเงินสด (2 – 27 พ.ย. = 26 วัน) = 10,000 x 16% x 26 / 365 = 113.97 บาท
วิธีคำนวณดอกเบี้ยรวมทั้งหมด
การเบิกเงินสดผ่านบัตรเครดิตมีต้นทุนที่สูงกว่าการใช้จ่ายปกติมาก นอกจากดอกเบี้ยที่เริ่มนับตั้งแต่วันที่เบิกถอนแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมการเบิกถอนอีก 3% ของยอดเงิน และต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากค่าธรรมเนียมดังกล่าว ทำให้การเบิกเงินสดเพียงครั้งเดียวต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินความจำเป็น จึงไม่แนะนำให้ใช้บริการนี้หากไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
- ค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า 3% 10,000 × 3% = 300 บาท
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% 300 × 7% = 21 บาท
- ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด 113.97 + 321 = 434.97 บาท
สาเหตุที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิต
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาภาระหนี้สินที่บานปลาย เราควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมที่เราอาจมองข้ามไป
กดเงินสด
การนำบัตรเครดิตไปเบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เราต้องเสียดอกเบี้ยจำนวนมาก เนื่องจากบริการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการกดเงินสดโดยตรง สถาบันการเงินจึงคิดค่าธรรมเนียมการเบิก ถอนล่วงหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่มทันที นอกจากนี้ ยังมีการคิดดอกเบี้ยรายวันตั้งแต่วันแรกที่เรากดเงินออกมาจนกว่าจะชำระคืนครบถ้วนเต็มจำนวน ทำให้ยอดหนี้ของเราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าการใช้งานในรูปแบบปกติอย่างเห็นได้ชัด
จ่ายขั้นต่ำ
แม้ว่าการชำระเงินตามยอดขั้นต่ำหรือตามที่ธนาคารกำหนดจะช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้เราในระยะสั้น และไม่ทำให้เราเสียประวัติเครดิต แต่ในความเป็นจริงแล้วยอดหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมดจะถูกนำมาคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายวัน ยิ่งเราจ่ายเพียงขั้นต่ำต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเท่าใด ภาระดอกเบี้ยก็จะยิ่งสะสมพอกพูนมากขึ้นเท่านั้น และอาจทำให้เราต้องใช้เวลาหลายปีกกว่าที่จะสามารถปิดยอดหนี้ก้อนนี้ได้สำเร็จ
ผ่อนสินค้าที่ไม่ได้ร่วมรายการผ่อน 0%
การเลือกซื้อสินค้าชิ้นใหญ่และต้องการแบ่งจ่ายรายเดือนเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายผ่านบัตรเครดิต แต่หากร้านค้าหรือสินค้านั้นไม่ได้เข้าร่วมโปรโมชันผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ยหรือผ่อน 0% เราจะต้องรับภาระดอกเบี้ยจากการแบ่งจ่ายนั้นด้วย ซึ่งยอดดอกเบี้ยรวมทั้งหมดจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในค่าสินค้าและเฉลี่ยเรียกเก็บในแต่ละเดือน
ค้างชำระบัตรเครดิต
การปล่อยให้มียอดค้างชำระหรือไม่ได้จ่ายบิลบัตรเครดิตเลยในรอบบิลนั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาระหนี้สินหนักที่สุด นอกเหนือจากการถูกยกเลิกระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยและถูกคิดดอกเบี้ยจากยอดคงค้างทั้งหมดแล้ว เรายังอาจต้องเสียค่าทวงถามหนี้เพิ่มเติมอีกด้วย ที่สำคัญการค้างชำระเกินกำหนดจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคะแนนเครดิตของเรา ทำให้ประวัติทางการเงินเสียและยากต่อการขออนุมัติสินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคต
ทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยบัตรเครดิต
วิธีที่ดีที่สุดในการใช้บัตรเครดิตโดยไม่ให้เกิดภาระดอกเบี้ยคือการมีวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด เราควรใช้งานเฉพาะเท่าที่มีความสามารถในการจ่ายคืน และทำการชำระยอดเต็มจำนวนให้ตรงตามกำหนดเวลาในใบแจ้งหนี้ทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการจ่ายเพียงขั้นต่ำหรือการกดเงินสดจากบัตรเครดิต หากจำเป็นต้องซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ควรเลือกใช้โปรโมชันผ่อนชำระศูนย์เปอร์เซ็นต์ การวางแผนเช่นนี้จะช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากบัตรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
การคิดดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด
สำหรับบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส มีวิธีการคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างจากบัตรเครดิตเล็กน้อย โดยคิดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 25% ต่อปี สำหรับบัตรยูเมะพลัสทั่วไป และอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 19.8% ต่อปี สำหรับบัตรยูเมะพลัส พรีเมียร์ โดยมีการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกตามยอดเงินที่ใช้จริง หากไม่มีการกดเงินสดก็จะไม่มีการคิดดอกเบี้ย และไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีอีกด้วย โดยเราสามารถเข้าไปใช้โปรแกรมคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตเพื่อดูวิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส ในหน้าเว็บไซต์ได้เลย
การเข้าใจวิธีคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตช่วยให้เราวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างชาญฉลาด หลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น ควรพยายามชำระยอดเต็มจำนวนและตรงเวลาทุกรอบบัญชี หลีกเลี่ยงการชำระขั้นต่ำเป็นประจำ และใช้บริการเบิกเงินสดเฉพาะในกรณีจำเป็นเท่านั้น บัตรกดเงินสดยูเมะพลัสสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นการสั่งเงินโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ที่ทำรายการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นต่ำเพียง 500 บาท และไม่มีค่าธรรมเนียมในการเบิกถอน สำหรับใครที่สนใจสมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัสก็สามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
*อัตราดอกเบี้ย 19.8% - 25% ต่อปี, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว, ดูเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ยูเมะพลัส
31/05/2026
